วันเสาร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2553

สถานการณ์

หลังจากขับรถจากหาดใหญ่ ด้วยความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเป็นระยะทางกว่า 150กิโลเมตร ซึ่งผมใช้เวลาไป 3 ชั่งโมง กับ 30 นาที แต่ผมยังรู้สึกว่าไม่เหนือยเท่าไร น่าจะเป็นเพราะความเพลินที่ผมได้ดูหนังไปด้วย ขับรถไปด้วย
            ผมดูหนังจาก ipod เรื่อง Forest gump คุณอาจจะคิดว่ามันอันตราย ใช่คับผมก็คิดอย่างนั้นแต่....???? มันเพลินดีน่ะครับ..อิอิอิ ..ผมเอา ipod ตั่งไว้บนคอลโซนซึ่งมันได้ระดับพอดีกับกระจกหน้ารถและอยู่ฝั่งขวาใกล้ๆ กับกระจกข้างขวาพอดี ผมว่ามันลงตัวพอดีเพราะ ผมต้องกวาดสายตามองกระจกดูรถเลนขาวอยู่แล้ว


บ้างคนที่เคยดูเรื่องนี้แล้วน่าจะประทับใจแตกต่างกันไป อ๋อ..คุณลองฟังชื่อภาษาไทยดูสิ.. "อัจฉริยะปัญญานิ่ม" ส่วนตัวผมชอบที่พระเอกไม่เอาปัญหาที่เกิดขึ้นมาใส่ในหัวเลย พระเอกForest เนียเขาเอาแต่มุ่งแต่สิ่งที่เขาจะทำอย่างเดียวส่วนปัญหาต่างๆ เขาไม่เอามาใส่ในสมอง แต่เขาก็รับรู้.. ว่าเกิดปัญหาจากความทึ่มของเขา แต่เขาใช้ความทึ่มของเขาในการลงมือทำเลย.. Forestไม่ได้เอามาวิเคาระห์อย่างละเอียดจนไม่ได้ลงมือทำ....(หรือทำอะไรไม่ได้เลยเพราะวิเคาระห์ละเอียดเกินไป) นั้นจึงเป็นความสำเร็จที่เกิดขึ้นกับForest เพราะForest เขาลงมือทำ..


เอาล่ะนอกเรื่องมามากแล้ว...


ที่ผมสะดุดความคิดจริงๆ ในวันนี้ก็คือ ผมเห็นร้านอยู่ร้านหนึ่งเขาขายเสื้อผ้า ปกติผมจะเห็นเขาเอาสินค้าไปขายตามตลาดนัดหรือเปิดท้ายด้วย มันก็ไม่ได้แปลกอะไรหรอกครับ จนวันนี้ผมสังเกตเห็นว่าเขาขายกล้วยทับหรืออะไรไม่รู้แต่ประมาณนั้นหน้าร้าน ..จนผมนึกบทหนึงในหนังสือของโรเบิตร์ คิโยซากิได้ มันประมาณว่า


เมื่อเราเริ่มธุรกิจไปได้ซักพัก มันจะเกิดปัญหาที่ทำให้เราต้องกล้าที่จะผิดพลาดอีกครั่งเพื่อที่จะทำให้เราใช้ความผิดพลาดนั้นยกระดับความคิดหรือใช่ประสบการณ์นั้น เพื่อให้เราก้าวเป็นนักธุรกิจอีกขันหนึ่ง

จาก powertopup



คือจริงๆ แล้วผมคิดไปเองว่า .. เจ้าของร้านขายเสื้อผ้านั้น.. อาจจะขายเสื้อผ้าได้ไม่จะดีเท่าที่ควร จนทำให้รายได้น้อยไปด้วย จึงหางานอดิเรกเพิ่ม เพื่อหารายได้เพิ่ม..


แต่จริงแล้ว เสื้อผ้าเขาขายดีอยู่แล้ว แต่เขาแค่อยากได้รายได้เพิ่มครับ


สมมุติว่าสถานการณ์ปัญหานั้นเกิดขึ้นกับผม ..ผมเป็นเจ้าของร้านเสื้อผ้านั้น


ผมขอตั้งเป้าหมายไว้ว่า
ผมจะเป็นเจ้าของธุรกิจขายเสื้อผ้าที่ดีที่สุดของหมู่บ้านนี้ ผมจะสร้างบ้านในฝันซื้อรถในฝันกับธุรกิจขายเสื้อผ้านี้แหละ..? ผมจะไปเทียวในที่ต่างๆ ที่ผมอยากไป กับธุรกิจขายเสื้อผ้านี้แหละ

ผมจะเอาสถานการณ์นี้มาเป็นโจทย์ว่า...? ผมจะทำยังไงดี.. ให้เสื้อผ้าขายดีกว่านี้...


          ผมจะไม่แบ่งเวลาไปหางานอดิเรกทำเพื่อเพิ่มรายได้เด็ดขาด ผมจะเอาเวลาทั่งหมดตอบโจทย์นั้น ผมจะใช้เวลาทั่งหมดในการหาแรงบันดาลใจ ผมจะใช้เวลาทั่งหมดไปกับการอ่านหนังสือ เพื่อศึกษาว่าคนทำธุรกิจดังๆ เขาทำยังไงให้ใหญ่โตได้ โดยที่เขาไม่ต้องอยู่เฝ้าร้านก็ได้ แต่ขายสินค้าได้มากๆ กว่าเขาอยู่เฝ้าร้านซะอีก ผมจะใช้เวลาทั่งหมดลงมือทำเพื่อหาหนทางตอบโจทย์นั้น เพื่อเป้าหมายที่ผมได้ตั้งไว้


ในช่วงเวลานั้นรายได้ก็น้อยลงเพราะเสื้อผ้ายังขายไม่ได้ เพราะผมกำลังหาทางอยู่ รายได้ผมก็ลดลง ส่งผลต่อลูกเมียผม ในช่วงสถานการณอย่างนี้ ผมอาจจะยอมแพ้แล้วคิดว่าผมอาจจะแบ่งเวลาทำงานอดิเรกเพื่อเพิ่มรายได้


เมื่อเวลาผ่านไปซักระยะหนึ่ง ผมก็กลายเป็นคนบ้างาน และไม่มีเวลาให้ลูกเมีย และดูแลตัวเอง ..เพราะผมต้องทำงานตั้งสองงาน ทั่งธุรกิจเสื้อผ้า และงานอดิเรกอีก เวลาผมน้องเต็มทีที่จะคิดเรื่องอื่น


แต่ถ้าผมเลือกไม่ยอมล่ะ ผมใช้สถานการณนี้ บีบตัวเองว่า แก่ไม่มีทางเลือก แก่ต้องทำทุกวิธีทางเพื่อให้ธุรกิจเสื้อผ้านี้เดินไปได้จนถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ ผมอาจจะบอกลูกเมียว่า ม๊า.. ตอนนี้เรามีเรื่องท้าท้ายให้เราคิดและช่วยกันประหยัดเงิน เพื่อให้เราผ่านวิกฤตนี้ได้ เราจะก็แขนกันจนกว่าเราจะถึงเป้าหมายนั้น แล้วเราจะไปใหนก็ได้ที่เราอยากไป


แล้วเพื่อนคิดว่าไงครับ....

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น