วันจันทร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

มองโลกในแง่ดี

การมองโลกในแง่ดี
ไม่ใช้ ดัจริตอยู่ตลอดว่าโลกนี้สวยงาม
แต่เป็นการมองช่วงเลวร้ายว่าเราเหลืออะไรบ้าง

ขอความจาก twitter เมื่อวาน

ทำให้อ่านแล้วเรารู้สึกถึงความเป็นจริงได้มากขึ้น ก่อนนี้ผมอ่านหนังสือหลายเล่มที่เกียวกับการมองโลกในแง่ดี แต่พอเจอของจริงๆ ..ดูเหมือนว่าเราก็เส้นขาดเหมือนกัน จนขณะนี้จึงรู้ได้ว่าต้องทำไง..

จาก รูปถ่ายทัวไป

ตอนที่ผมซื้อหนังสือแนวพัฒนาตัวเองหรือแนวจิตวิทยา ผมมักจะนึกว่าใช่แล้ว.. เรามีปัญหาเรื่องนี้อยู่ ถ้าเราซื้อเล่มนี้ไป พอเราอ่านมันจนจบ มันคงช่วยแก้ปัญหาของเราได้แน่ๆ

แต่ผลหลังจากนั้นมันก็ไม่ได้ช่วยอะไรผม พอถึงเวลามีปัญหาเข้าจริงๆ ก็น็อตหลุดทุกที

และผมยังคิดต่อไปอีกว่า.. เล่มที่ซื้อมา น่าจะไม่ครอบครุมถึงปัญหาที่เกิดกับเราก็ได้ ..เราไปหาเล่มใหม่ดีกว่า พอไปได้เล่มใหม่มาก็คิดแบบเดียวกัน ปัญหาก็มีอยู่เหมือนเดิม จนตอนนี้หนังสือแนวนี้ผมมี 5-6 เล่ม (นี้ถือว่ายังน้อย)

ผมจึงตั้งคำถามใหม่ว่า มันจะเป็นไปได้มั้ย
ที่การแก้ปัญหาของเราไม่ใช่การอ่านหนังสืออย่างเดียว...

จาก รูปถ่ายทัวไป
วันนี้ผมจึงสรุปได้ว่า มันอยู่ที่เราพยายาม เราพยายามกับตัวเรามากแค่ใหน ผมหมายถึง เราเฝ้าสังเกตุ รับรู้ถึงความรู้สึกของตัวเอง ทั้งเวลาที่เราอารมณ์ดี และเวลาเราอารมณ์ร้าย ว่าสาเหตุมันจากใหน ทำไมเราถึงอารมณ์ดี และทำไมเราถึงอารมณ์ร้าย อะไรไปต้นเหตุ

จะเป็นไปได้มั้ยที่เราจะเลือกอารมณ์ดีในสถานการณ์ที่มันเคยทำให้เราอารมณ์ร้าย.....???

บางที่การที่เราตะบะแตก ในบ้างครั้งมันก็ช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้นได้

แต่หลังจากนั้นเราจะมานั้งคิดไตร่ตรองถึงปัญหา
และสาเหตุที่ทำให้เราตะบะแตกในครั้งนั้นหรือเปล่า
และเราจะรับมือยังไงถ้ามันเกิดขึ้นอีก

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น